ใน ยุคที่สื่อสารมวลชนไปได้ทุกมุมโลก ความรู้หลายๆอย่างได้ถูกนำเสนอออกไปในมุมกว้าง แต่ว่ามีความรู้หลายอย่าง เป็นความรู้ที่เกิดมาจากความเชื่อ และเมื่อความเชื่อของคนจำนวนมากถูกนำเสนอออกไป ก็ทำให้ดูเหมือนว่าความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ถูก
ในฐานะที่เป็นแพทย์คน หนึ่งที่ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพดี ผมได้รวบรวมเอาความเชื่อที่ผิดหรือเบี้ยวไปจากความจริงและพบได้ บ่อยมารวมไว้.... ในครั้งนี้ขอเสนอ 10 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ
1. แคลเซี่ยมกินเสริมเอาก็พอ
ปัจจุบัน มีการขายอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซี่ยมโดย มีการโฆษณาว่าจะส่งเสริมกระดูกของร่างกายป้องกันโรคกระดูกพรุน เมื่อโฆษณามากก็สร้างความเชื่อให้คนทั่วไปบางคนไปซื้อหามากินมาใช้กันโดยหา รู้ไม่ว่าการกินนั้นไม่ได้เพียงพอ ความ จริงแล้วเรื่องการสร้างเสริมกระดูกของร่างกายนั้นขึ้นกับกลไกหลายส่วน ตั้งแต่การดูดซึม การใช้งานกระดูกส่วนนั้น วิตามิน D และปริมาณแคลเซี่ยมที่ได้รับ ถึงแม้จะได้รับแคลเซี่ยมเข้าไปมาก แต่หากว่าร่างกายไม่ได้ออกไปรับแดด ไม่ได้ออกกำลัง ร่างกายก็จะไม่ดูดซึมเอาแคลเซี่ยมที่กินเข้าไปใช้ ดูแต่ชาวโอกินาว่าและชาวซาร์ดิเนีย ที่มีอายุประชากรยืนยาวและแข็งแรง หรือแม้แต่กลุ่มประเทศที่ยากจนในทวีปแอฟริกา ทั้งที่เค้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์หรืออาหารเสริมแคลเซี่ยม นั่นก็เพราะคนในชาติเหล่านี้มีการออกกำลังที่เพียงพอ ทำให้สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมที่มีในผักใบเขียวไปใช้ได้แม้ไม่ได้ บริโภคเนื้อสัตว์ นม หรืออาหารเสริมแคลเซี่ยมทั้งหลาย ดัง นั้นในบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีโรคเฉพาะ การออกกำลังกายที่พอเพียง การออกไปโดนแดดบ้างพอประมาณ และการกินอาหารที่อุดมแคลเซี่ยมที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันเช่นผักใบเขียว ทั่ว ๆ ไป นม เต้าหู้ ปลาชนิดที่กินทั้งกระดูก ก็เพียงพอแล้ว
2. รองเท้าใช้กับเท้า ไม่ต้องเลือกมากก็ได้
หลาย คนดูถูกว่าเท้าเป็นส่วนที่ต่ำ หนา ทนทาน ไม่จำเป็นต้องดูแล ดังนั้นหลายคนจึงเลือกรองเท้าอย่างขอไปทีหรือเลือกรองเท้าตามแฟชั่นโดยยอมทน เจ็บปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ แลกกับการดูดี ที่ จริงเท้าเป็นส่วนที่รับน้ำหนักครึ่งนึงของร่างกาย ดังนั้นการเลือกรองเท้าที่ไม่ดีไม่สมดุล ใส่แล้วไม่พอดีไม่สบายเท้า ก็จะส่งผลให้เท้าเกิดการปรับท่าทางเพื่อให้เกิดความสบายขึ้น การปรับตัวดังกล่าวอาจจะสบายในช่วงสั้นๆ แต่อาจจะส่งผลให้เอ็นข้อเท้าเกิดการทำงานหนักโดยไม่จำเป็น อย่างที่พบได้ง่ายและบ่อยก็คือใส่รองเท้าแล้วเกิดตาปลา หากไม่รีบแก้ไขตั้งแต่ต้นตาปลาขยายขนาดขึ้นก็จะทำเกิดอาการเจ็บ ที่ตาปลาซึ่งทำให้เท้าส่วนนั้นโดนยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลองสังเกตว่าถ้าคุณเป็นตาปลาที่ใต้นิ้วหัวแม่เท้า เท้าจะยกเอียงออกนอกเล็กน้อย และเจ็บที่ข้อเท้าหน้าตาตุ่มด้านนอก ส่วนถ้าหากมีตาปลาที่โคนนิ้วก้อย ก็จะเจ็บที่ข้อเท้าด้านตาตุ่มด้านใน หรือในผู้เฒ่าผู้แก่ที่ติดการใส่รองเท้าบางยี่ห้อมาหลายสิบปีก็ สามารถเกิดข้อเสื่อมถาวรที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Bunion ในรายที่หนักไปกว่า นั้นเช่นทหาร ซึ่งรองเท้าเป็นชนิดที่หนาแข็งไม่ยืดหยุ่นและต้องเดินลงน้ำหนัก มากๆ ก็จะส่งผลเสียถึงขนาดทำให้เกิดกระดูกเท้าท่อนที่ 5 หัก เรียกว่า Jone''s fracture หรืออีกชื่อว่าMarch Fracture ซึ่งตั้งตามลักษณะการหักที่เกิดกับทหารที่เดินสวนสนามมากๆ ; ดัง นั้นเมื่อคุณจะไปเลือกรองเท้าใหม่ ก็ควรเลือกที่ใส่สบายเท้าเป็นอันดับหนึ่ง แฟชั่นเป็นอันดับรอง ลองสวมและเดินดูสักนิดอย่าได้อายคนขายเลย
3. เดินลงบันไดดีกับเข่ามากกว่าเดินขึ้น
หลาย คนเวลาเดินขึ้นบันไดจะเดินช้าๆ แต่เวลาลงบันไดกลับวิ่งกระโดดลงทีละสองขั้นสามขั้น ถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้นก็ได้คำตอบว่า ก็เดินขึ้นมันเมื่อยขาปวดเข่า แต่เดินลงมันสบายกว่า ก็เลยพาลคิดไปว่าการขึ้นบันไดทำให้ข้อเสื่อมมากกว่าการเดินลงบันได ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างร้ายกาจ ซึ่งจากการวิจัยทั้งจากมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ ต่างก็แสดงให้เห็นว่าการเดินลงทางลาดชันหรือบันได มีความเค้นความเครียดเกินขึ้นที่ข้อเและตัวกระดูกอ่อนของเข่ามากกว่าการเดิน ขึ้นเสียอีก เพียงแต่ว่าการเดินขึ้นนั้นเราจะล้าและปวดกล้ามเนื้อก่อนทำให้หยุดพักก่อน ที่เข่าจะเกิดเสียหายไปมาก แต่การวิ่งลงบันไดนั้นกว่าเราจะเหนื่อยล้ากล้ามเนื้อ แรงดังกล่าวก็สร้างความเค้นต่อกระดูกอ่อนและทำให้ข้อบาดเจ็บไปมากแล้ว ดังนั้นถึงคุณจะยังไม่เจ็บปวดเข่า ก็ไม่ควรวิ่งหรือกระโดดลงบันไดหลายๆขั้นครับ เพราะถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ถ้าทำเป็นประจำภายหน้าก็จะเกิดปวดข้อและข้อเสื่อมได้ก่อนเวลาอันควร
4. ถ้าเจ็บถ้าปวดต้องนวดประคบ
ปัจจุบัน มีการขายสินค้าจำพวกนวดประคบมากมาย ซึ่งหนึ่งในคำอธิบายการใช้คือใช้ทาถูนวดเมื่อบาดเจ็บเคล็ดขัดยอก แต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าการถูนวดเมื่อบาดเจ็บใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่ผิด เพราะว่ามีการบาดเจ็บใหม่ๆเช่นข้อพลิกข้อแพลง กระทบกระแทกฟกช้ำ จะมีการฉีกขาดของเส้นเลือดและเส้นประสาทซึ่งร่างกายจะตอบสนองด้วยการทำให้ เกิดความเจ็บปวดเพื่อให้เราหยุดการใช้งานและให้เวลาส่วนดังกล่าวได้พัก หากมีการถูนวดหรือประคบทาด้วยของร้อนก็จะทำให้เส้นเลือดมีการขยายตัวและมี เลือดคั่งที่บริเวณดังกล่าวมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้นและบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่บริเวณดัง กล่าวมากยิ่งขึ้น จากที่ต้องรักษาเพียงสัปดาห์เดียวอาจจะกลายเป็นต้องรักษาเป็นเดือนหรือเป็น เรื้อรังไม่หายได้ สิ่งที่ ควรทำเวลาเกิดการบาดเจ็บคือ "RICE" R = Rest เมื่อเกิดการบาดเจ็บให้เราพักส่วนที่เจ็บส่วนดังกล่าวเสียอย่าได้ขยับ I = immobilze หากการบาดเจ็บอยู่ที่ข้อต่อเช่นข้อเท้าข้อมือข้อศอก ให้หาสิ่งต่าง ๆ มาดามไว้เสียตามความรุนแรงของการบาดเจ็บ หากบาดเจ็บเล็กน้อยก็แค่พันผ้า หากบาดเจ็บมากสงสัยไม่แน่ใจว่าหักไหมก็ให้ใช้ไม้มาดามแล้วพันผ้า เพื่อให้เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ต้องทำงานจะได้ไม่บาดเจ็บเพิ่มเติม C = iCe หรือน้ำแข็ง หากมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นควรจะใช้ความเย็นไปประคบ เพื่อให้เส้นเลือดที่บาดเจ็บนั้นหดตัวเส้นประสาทรู้สึกชา ทั้งนี้เพื่อว่าจะได้ลดเลือดที่จะออกจากเส้นเลือด ลดอาการบาดเจ็บ ลดการหลั่งสารอักเสบจากเม็ดเลือดขาวในบริเวณดังกล่าว และช่วยลดความเจ็บปวด การประคบเย็นก็ต้องไม่ประคบจนเย็นเกินไปกล่าวคือควรให้เย็นพอแค่ชาๆ อาจจะใช้เป็นน้ำแข็งใส่ในห่อผ้าขนหนูพับทบสักสามสี่ชั้น หากประคบจนกระทั่งรู้สึกปวดก็ให้หยุดพักเสียเพราะแปลว่าประคบนานเกินไปแล้ว E = Elevate หรือยกสูง เพราะส่วนดังกล่าวจะมีเลือดออกมาคั่งอยู่ การให้ส่วนดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าหัวใจก็จะทำให้มีความดันมากขึ้นทำให้เจ็บปวด มากยิ่งขึ้น เมื่อ ทำการรักษาดังกล่าวได้ประมาณ 3 วัน เส้นเลือดกล้ามเนื้อเอ็นในบริเวณดังกล่าวเริ่มจะมีการซ่อมแซม ช่วงนี้จึงควรใช้น้ำอุ่นประคบเพื่อให้เส้นเลือดขยายตัวและไหลเวียนดี
5.เป็นเกาท์ห้ามกินเครื่องในสัตว์
จริงๆ ก็เป็นความเชื่อที่ถูก แต่ว่าความเชื่อที่ถูกนี้กลายเป็นพาเข้ารกเข้าพงไปในหลาย ๆ ราย เพราะคนที่เป็นเกาท์หลายรายเข้าใจผิดว่าเป็นเกาท์ห้ามกินเครื่องในสัตว์แต่ อย่างเดียว อย่างอื่นไม่ห้าม เรื่องเกาท์นั้นเกิดจากผลึกยูริกไปตกตะกอนในน้ำไขข้อจนทิ่มแทงข้อให้เจ็บปวด กรดยูริคนี้ก็มีที่มาจากอาหารที่มี"จำนวนเซลล์มาก" ในที่นี้คนเราเมื่อกินอาหารนั้นใช้ความอิ่มหรือปริมาณอาหารเป็นที่ตั้ง ซึ่งอาหารที่มีเซลล์มากก็คือส่วนที่เป็นอวัยวะที่มีความสลับซับซ้อนหรือ อวัยวะที่โตไม่เต็มที่ เช่นเครื่องในกระดูก หรือส่วนยอดส่วนปลายของอวัยวะ อาหาร ที่ควรบริโภคให้น้อยนอกจากเครื่องในสัตว์ก็คือ ปลาทะเลตัวเล็กตัวน้อย (ปลาซาร์ดีน) ซุปที่เคี่ยวจากสัตว์ (ซุปกระดูกหมู ซุปไก่สกัด) ยอดผักปลายใบต่างๆดังเช่น ยอดคะน้า หน่อไม้ ผักโขม ดอกกะหล่ำ , นอกจากนี้ก็ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะมันกระตุ้นให้เกิดอาการ ของเกาท์กำเริบได้ง่าย อาหารที่กินได้คืออาหารที่มีเซลล์น้อย ได้แก่ นม ไข่ ข้าว แป้งและใบผักชนิดต่างๆ
6. เด็กๆไม่เป็นโรคข้อเสื่อม
ความ เชื่อที่ผิดๆของโรคข้อเสื่อมก็คือไปเชื่อว่าโรคนี้เกิดได้แต่เฉพาะผู้สูง อายุและไม่เกิดกับเด็ก ความจริงแล้วคำจำกัดความของโรคข้อเสื่อมก็คือการเกิดการเสื่อมสภาพของกระดูก อ่อนและข้อกระดูก ส่วนการเสื่อมสภาพแบบที่พบบ่อยนั้นเกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานานใน ผู้สูงอายุ เพราะใช้มานานจนกระดูกอ่อนสึกหรอและซ่อมแซมคืนไม่ไหว ใน เมื่อการเกิดโรคเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อน ดังนั้นความผิดปกติหรือการใช้งานข้อแบบผิด ๆ ก็สามารถก่อให้เกิดโ รคข้อเสื่อมได้แม้ว่าจะมีอายุไม่มาก สาเหตุที่พบได้บ้างก็มีพวกโรคข้อในเด็ก โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเองในเด็ก โรครูมาตอยด์ในเด็ก เหล่านี้เป็นสาเหตุของข้อเสื่อมในเด็กและวัยรุ่นได้ แต่ที่พบบ่อยกว่าและควรจะนึกถึงให้มากกว่าคือการบาดเจ็บจากอุบั ติเหตุหรือการเล่นกีฬา ตั้งแต่การเจ็บประเภทพลิกแพลง ไปจนถึงข้อหลุด เอ็นฉีก ดังนั้นเป็น หน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องดูแลบุตรหลานให้ดี ประเมินดูว่ากิจกรรมที่ลูกหลานทำอยู่นั้นมีความเข้มข้นเกินวัยที่ควรหรือไม่ เช่นเด็กอายุเพียง5 - 6 ขวบซึ่งสรีระไม่อำนวยก็ไปให้วิ่งมาราธอน หรือแข่งรักบี้เด็กซึ่งมีผลต่อข้อและการเติบโตของกล้ามเนื้อ เด็กอายุ 13 ก็ปล่อยให้ไปซิ่งจักรยานยนต์บนถนนที่ยังสร้างไม่เสร็จเมื่อล้มก็เกิดเข่า หลุดหรือเอ็นฉีก ซึ่งการบาดเจ็บที่ข้อต่าง ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก ถ้าไม่ได้รับการพักฟื้นหรือรักษาที่เหมาะสมและฝืนใช้งานต่อไปเร ื่อยๆ ก็จะทำให้ผิวข้อเสื่อมลงอย่างรวดเร็วและเกิดข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ
7. ฝึกยิ่งมากยิ่งเก่งยิ่งดี
เด็ก สมัยนี้ดูมีการ์ตูนให้ดูหลายช่องโดยเฉพาะการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะวัฒนธรรมที่สอนให้มีความมุมานะและขยันขันแข็ง สมัยก่อนก็มีเรื่องเล่าการฝึกกระโดดข้ามต้นหญ้าที่ต้องฝึกกระโดดทุกวันจน เมื่อหญ้าสูงท่วมหัวก็จะกระโดดได้สูง หรือการฝึกขว้างลูกเบสบอลเป็นพัน ๆ ครั้งเพื่อให้ขว้างลูกได้เร็ว (เรื่องพวกนี้ไม่เป็นความจริงได้ครับ) การฝึกฝนมาก ๆ นั้นทำให้คนเราเก่งขึ้นและทนทานขึ้นได้จริง แต่ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายของเราก็จะมีจุดที่เป็นขีดสุดอยู่ ส่วน ใหญ่ไม่มีปัญหาในผู้ใหญ่เพราะว่ามักจะตระหนักได้ด้วยตัวเอง ว่าทำต่อไปไม่ได้ แต่สำหรับเด็กบางคนที่เชื่อการ์ตูน ก็จะพยายามข้ามความเจ็บปวด เมื่อเกิดความเจ็บปวดก็จะยังฝืนทนฝึกต่อไปก็จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อ เอ็นหรือกระดูกได้ อย่างเช่นเอ็นกล้ามเนื้อท้องแขนขาดในผู้ที่ยกน้ำหนักเกินกำลัง ข้อเข่าเสื่อมในเด็กที่เล่นกีฬาที่กระทบกระแทกรุนแรง หัวกระดูกแขนท่อนบนฉีกพบในเด็กที่ขว้างลูกบอลเกินกำลังติดกันมากๆ การบาดเจ็บเหล่านี้หลายอันเป็นการบาดเจ็บถาวรที่รักษาไม่หายและ ติดตัวไปตลอดชีวิต อาจจะทำให้เล่นกีฬาไม่ได้อีกเลย ดัง นั้นการฝึกเล่นกีฬาทั้งหลายจึงควรทำอย่างเป็นขั้นตอนไม่รีบร ้อน หายเจ็บก็พักอย่าได้ฝืน การกีฬาใดๆที่ต้องกระทบกระแทกรุนแรง ก็ควรใส่เครื่องป้องกันอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เพื่อจะได้เล่นกีฬานั้นต่อไปได้นานๆ
8. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องพยุง
เดี๋ยว นี้มีอุปกรณ์พยุงส่วนต่างๆของร่างกายไว้ใช้เวลาเกิดอาการบาดเจ็บหรือปวดใน บริเวณดังกล่าว เช่น Body Corset แผ่นที่สวมรัดไว้ที่แผ่นหลังในคนที่ปวดหลัง , แถบสวมเข่า ในผู้ที่ปวดเข่า , แถบสวมข้อเท้า ในผู้ที่เคยข้อเท้าพลิก ฯลฯ เครื่องมือเหล่านี้สมัยก่อนมีใช้กันแต่เพียงในโรงพยาบาลหรือกลุ่มผู้เล่น กีฬาจุดประสงค์เพื่อให้มีการกระจายแรงที่กระทำต่อข้อให้ลดลง เปรียบเครื่องมือดังกล่าวเสมือนเฝือกชนิดหนึ่ง ในทางการแพทย์จะใช้เพียงช่วงสั้น ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าวได้พักซ่อมแซมในช่วงที่ปวดมากและต้องถอด ออกเมื่อกล้ามเนื้อที่เจ็บปวดนั้นเริ่มดีขึ้น ในทางการกีฬามักจะใช้เมื่อมีการเล่นกีฬาแต่จะไม่ใช้ในเวลาปกติหรือเวลาฝึก ทั่วไปที่ไม่กระทบกระแทก เนื่องจากการใช้เครื่องมือพวกนี้จะทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายทำงานน้อยลงและ ได้พักการใช้งาน แต่การใช้งานเป็นเวลานานติดต่อกันจะส่งผลให้กล้ามเนื้อในส่วนนั้นลีบเล็กลง จนกระทั่งผู้ใช้เกิดอาการติดคือ ถ้าใช้จะไม่ปวดแต่หากหยุดใช้จะปวดหรือไม่มีแรงขยับ เมื่อ ก่อนแพทย์หรือผู้ฝึกกีฬาค่อนข้างเข้มงวดในการสั่งใช้อุปกรณ์เหล่านี้ อุปกรณ์ที่สร้างเพื่อใช้ในการแพทย์บางชนิดนั้นมีการป้องกันการใช้ต่อเนื่อง ของผู้ป่วยด้วยการผลิตที่ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวเสื่อมสภาพการใช้งานในเวลาที่ กำหนด แต่ว่ากลายเป็นว่ามีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกผลิตออกมาขายในท้องตลาดให้ซื้อใช้ เองได้โดยไม่ต้องมีการสั่งจากแพทย์ ลูก หลานที่หวังดีต่อญาติผู้ใหญ่ก็ซื้อหาเครื่องพยุงหลังพยุงเข่าไปให้ผู้อาวุโส ใช้ โดยหารู้ไม่ว่าความหวังดีดังกล่าวนั้นทำร้ายผู้ใหญ่ หลายรายลงท้ายด้วยการเป็นโรคของกระดูกหรือกล้ามเนื้อหลังเร็วกว่าที่ควร เครื่อง มือเหล่านี้ควรใช้โดยมีการแนะนำจากแพทย์หรือผู้ฝึกกีฬาท ี่มีความรู้เท่านั้น และควรใช้ในเวลาสั้นๆเท่าที่จำเป็นสำหรับโรคและภาวะที่เป็น ในระยะยาวแล้วการรักษาอาการปวดหรือฝึกฝนกล้ามเนื้อนั้นต้องใช้การกายภาพ บำบัดหรือการบริหารกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีครับ
9. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ให้ความร้อนแก้ปวดอย่างไม่เหมาะสม
เคย มีรายการโทรทัศน์หนึ่งนำเสนอเครื่องมืออุปกรณ์สร้างคลื่นอัล ตราซาวน์เพื่อใช้สร้างความร้อน จุดประสงค์นั้นก็ดี แต่เนื่องด้วยพิธีกรเป็นทนายและคนประดิษฐ์ก็ไม่ได้มีความรู้เรื ่องการรักษา ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าหากหกล้มบาดเจ็บปุ๊บ ให้เอาเครื่องมืออัลตราซาวน์นี้ไปทาบได้เลยเพื่อแก้ปวด ทั้งที่ความจริงนั้นบริเวณที่บาดเจ็บใหม่ๆนั้นไม่ควรประคบร้อนห รือใช้ความร้อนในการรักษาซึ่งได้พูดไปแล้ว เครื่อง มือที่ใช้ให้ความร้อนนั้นมีสองแบบคือแบบให้ความร้อนชั้น ลึก หรือDeep Heat ได้แก่เครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงเช่นอัลตราซาวน์พิเศษ ส่วนเครื่องมือที่ให้ความร้อนชั้นตื้นก็ได้แก่กระเป๋าน้ำร้อน พาราฟฟินร้อน การส่องไฟ ซึ่งการบาดเจ็บในแต่ละที่นั้นใช้เครื่องมือไม่เหมือนกัน เช่นบาดเจ็บกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ ก็ควรใช้เครื่องมือที่ส่งความร้อนได้ลึก บาดเจ็บภายนอกก็ใช้เครื่องมือให้ความร้อนภายนอก ถ้าเจ็บผิวๆอุตริไปใช้เครื่องมือไฮเทค นอกจากจะไม่หายแล้วยังอาจเสียเงินโดยไม่มีประโยชน์ ดังนั้นการจะรักษาด้วยเครื่องมือแปลกๆก็ต้องให้ผู้ที่ท่านมั่นใ จว่าเค้ามีความรู้เป็นผู้ใช้ ส่วน เครื่องมือประคบร้อนที่แพร่หลายนั่นคือกระเป๋าน้ำร้อน ก็มีข้อควรระวังในการใช้บางประการที่ควรรู้ไว้กล่าวคือ ควรตรวจดูว่ากระเป๋านั้นคุณภาพดีหรือไม่ เพราะยางบางชนิดเวลาถูกน้ำร้อนจะละลายและออกมาลวกผิวได้ , ไม่ควรให้กระเป๋าสัมผัสผิวโดยตรง เพราะเสี่ยงต่อการลวกผิวหนังได้ ควรใช้ผ้าขนหนูห่อพันไว้สักสามสี่ชั้นเพื่อให้กระเป๋าค่อยๆปล่อ ยความร้อนออกมาและให้เวลาความร้อนแทรกซึมเข้าไป และไม่ควรใช้กระเป๋าน้ำร้อนในผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่ขยับตัวไม่สะดวก เพราะจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะผิวไหม้ได้สูง
10. เป็นตะคริวที่น่องต้องรีบดึงแรงๆ
ตะคริว นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป หรือการขาดเกลือแร่ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเกิดตะคริวจะมีการไหลเวียนของเลือดไปกล้า มเนื้อดังกล่าวลดลงและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยให้หายโดยไม่ทำอะไรก็จะลงเอยด้วยการบาดเจ็บขาดเลือดของ กล้ามเนื้อและใช้เวลาพักฟื้นนาน ดังนั้นในหมู่นักกีฬาจึงรู้กันดีว่าเวลาเป็นตะคริวควรจะดึงเหยี ยดกล้ามเนื้อ แต่สิ่งที่พบว่าผิดพลาดเล็กน้อยแต่ก่อผลเสียได้คือในหมู่นักกีฬ าบางกลุ่มเชื่อว่าการดึงที่ดีคือการดึงอย่างแรงครั้งเดียวให้เข ้าที่ การ ดึงแบบดังกล่าวเปรียบเหมือนลวดกีต้าร์กำลังขึงตึงแล้วเราไปก ระชาก ถ้ากระชากแรงก็อาจจะขาด เฉกเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อที่ดึงแรงก็อาจจะฉีกขาด การ ดึงที่ถูกวิธีนั้น คือการค่อยๆดึงใช้แรงพอประมาณ และดึงเป็นจังหวะเบาๆช้าๆจนกระทั่งดึงได้เต็มที่ ยอมเสียเวลาเล็กน้อย แต่เมื่อดึงเสร็จแล้วใช้เวลาพักฟื้นให้หายปวดน่องน้อยกว่าการดึ งเร็วๆเป็นไหนๆ
เรื่อง สุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้จึงสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่า งกายได้ สำหรับ ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อผมในทันทีก็ได้ครับ แต่หากเรื่องใดที่ท่านเห็นไม่ตรงกับที่ผมเขียน ขอเพียงท่านไปถามผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์พยาบาล หรือนักกายภาพบำบัด ก็สามารถได้คำตอบที่ละเอียดและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสุขภาพขอ งท่าน
ด้วยความปรารถนาดี จาก "หมอแมว"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น