วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

AUSTRIA-Hallstatt... เมืองริมทะเลสาบ ที่สวยที่สุดในโลก‏





วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อิ๊คคิวซัง แค่การ์ตูนหรือตำนานที่มีอยู่จริง ?

หนึ่งใน 'การ์ตูนญี่ปุ่น' ที่ผม 'ติด' มานาน ย่อมมี 'อิ๊คคิวซัง' อยู่ด้วย
ชอบทั้ง 'อิ๊คคิวซัง...คับผม' ...จนถึง 'จะรีบไปไหนๆ..'
รวมทั้งชอบ 'ปุจฉา' กับ 'วิสชันา' ที่ 'สอน' อะไรเรามากมาย
อิ๊กคิวซัง' Ikkyu-san มีตัวตนจริงๆครับ
ท่านมีชื่อในวัยเด็กว่า 'เซนงิกามารุ' เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1349 (พ.ศ.1892) เมืองซะกะโน ใกล้เมืองเกียวโต
'อิ๊คคิวซัง' มีพ่อเป็นจักรพรรดิฝ่ายเหนือ ส่วนมารดา ที่การ์ตูนเรียก 'ท่านแม่' ของเณรน้อย เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ฝ่ายใต้ และถูกขับจากวังตั้งแต่อิ๊กคิวซังยังไม่คลอด
สาเหตุที่ 'ท่านแม่' ที่เป็นเจ้าหญิงถูกขับออกจากวัง เพราะถูกฝ่ายตรงข้ามใส่ร้ายป้ายสี
'ท่านแม่'ทรงให้'อิ๊กคิวซัง'บวชที่วัดอังโกะกุจิ เมื่ออายุ 6 ขวบ เพื่อหนีภัยการเมือง
ซึ่งเณรน้อยได้ฉายาตอนนั้นว่า 'ชูเคน'
เมื่อบวชเป็นเณร อิ๊คคิววังตั้งอกตั้งใจศึกษาพระธรรม และฉายแวว 'คนเจ้าปัญญา' มากขึ้นตามอายุ
เมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ อิ๊กคิวซังแต่งกลอนวิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของพระภิกษุนิกายหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมกอบโกยทรัพย์สิน หลงไหลยศฐาบรรดาศักดิ์บนความทุกข์ยากของชาวบ้าน
กระทั่งอายุได้ 13 ปี 'อิ๊คคิวซัง' จึงมีโอกาสเข้าพบแม่ทัพใหญ่ในยุคนั้น คือ 'อาซิคะงะโยชิมิสึ'
เป็นแม่ทัพคนเดียวกับที่ปรากฎในการ์ตูนคือ'ท่านโชกุน'นั่นเอง
เมื่ออายุได้ 17 ปี 'อิ๊กคิวซัง' ออกจากวัดอังโกะกุจิแล้วไปฝากตัวเป็นศิษย์ของ 'หลวงพ่อเคนโอ' ที่วัดไซกอนจิ พร้อมได้ฉายา 'โชจุน'
ที่วัดแห่งนี้ หลวงพ่อเคนโอ เน้นการปฏิบัติธรรม โดยพระและเณรในวัด ต้องทำงานหนัก และอยู่กับสิ่งสกปรกเสียส่วนใหญ่
เมื่อหลวงพ่อเคนโอมรณภาพ
'อิ๊กคิวซัง' จึงเดินทางไปวัดอิชิยามา และปฏิบัติธรรมด้วยการอดอาหาร 7 วัน 7 คืน พร้อมสวดมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้อาจารย์ต่อหน้าพระโพธิสัตว์
มีเรื่องเล่ากันว่า การมรณภาพของหลวงพ่อเคนโอ ทำให้อิ๊คคิวซังเสียใจมาก ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย
'อิ๊คคิวซัง' ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการเดินลงไปในแม่น้ำเซตะ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานจิตว่า
'ถ้าพระโพธิสัตว์ต้องการให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ก็ขอให้ข้าพเจ้าฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แต่หากชีวิตข้าพเจ้าไร้ซึ่งคุณค่าเสียแล้ว ข้าพเจ้าขออุทิศสังขารให้เป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำ'
ระหว่างที่ดำดิ่งลงในท้องน้ำ 'อิ๊กคิวซัง' พลันนึกถึงใบหน้า 'ท่านแม่' และรำลึกถึงคำสอนของท่านขึ้นมา
คำสอนนั้นคือ 'เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ย่อท้อ'
'อิ๊กคิวซัง' จึงตะเกียกตะกายกลับขึ้นฝั่ง
เมื่อท่านอายุได้ 23 ปี 'อิ๊คคิวซัง' จึงไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อคะโซ แห่งวัดโคอัน พร้อมได้ฉายาใหม่เป็น 'พระโซจุน'
หลวงพ่อคะโซ เป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ แต่พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอใจในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและหนักหน่วง
ดังนั้น เมื่อมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ อิ๊กคิวซังจึงต้องทำงานทั้งวัน และปฏิบัติธรรมอย่างหนักหน่วง
นอกจากใช้แรงงานในวัดแล้ว อิ๊กคิวซังยังต้องสานรองเท้า เย็บเสื้อผ้าตุ๊กตาผู้หญิง รวมทั้งออกไปขายแรงงานในหมู่บ้านละแวกนั้น
ที่สำคัญคือ อิ๊คคัวซังโดนพระรุ่นพี่ที่ไม่ชอบหน้ากลั่นแกล้ง ทำร้าย เตะต่อยอยู่เสมอ แต่ท่านก็อดทน
ในที่สุด ความเพียรพยายามที่จะค้นหาสัจธรรมของท่านอิ๊คคิววังก็สำเร็จ
โดยสามารถแก้ปริศนาธรรมที่หลวงพ่อคะโซตั้งไว้ได้ขณะมีวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น
และ 'พระโชจุน' ก็ได้รับฉายาใหม่ว่า 'อิ๊กคิว โซจุน' ซึ่งหมายความว่า 'รู้พ้นจากโลกสมมติตามบัญญัติของลัทธิเซน'
ตำนานญี่ปุ่นระบุว่า 'อิ๊กคิวซัง' น่าจะเป็นพระภิกษุที่บรรลุธรรมเมื่ออายุยังน้อยที่สุดรูปหนึ่งใ นพระพุทธศาสนา
เพราะท่านสามารถบรรลุธรรมในขณะที่นั่งสมาธิบนเรือริมฝั่งทะเลสาบ
'เหตุแห่งความทุกข์และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเกิดจากจิตที่เต็มไปด้วยอัตตา'
นี่คือคือแก่นธรรมที่ท่านอิคคิวค้นพบ !!!
ในหนังสือ'ปล่อยวางอย่างเซน' ของคุณ ละเอียด ศิลาน้อย ได้กล่าวถึงการสอนธรรมของท่านอิ๊คคิวซังไว้
โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ท่านนินากาวะจะจากไป (ตาย) ซึ่ง 'อิ๊กคิวซัง' ได้แวะมาเยี่ยมแล้วถาม 'จะให้ผมนำทางให้ไหม?'
นินากาวะตอบ 'ฉันมาที่นี่แต่เพียงลำพังคนเดียว และฉันก็จะไปคนเดียว คุณจะช่วยอะไรฉันได้?'
อิ๊กคิวซังจึงตอบกลับไปว่า 'ถ้าคุณคิดว่าคุณมาและไปจริงๆ แล้วนั่นเป็นโมหะ (ความหลงผิด) ของท่านละ ขอให้ผมได้แสดงทางซึ่งไม่มีการมาและไม่มีการไปให้ท่านดูสักหน่อยเถิด'
ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ 'อิ๊กคิวซัง' ก็ได้ช่วยเปิดเผยเส้นทาง (แห่งธรรม) ให้แก่นินากาวะ ทำให้นินากาวะยิ้มแล้วจากไปอย่างสงบ
ความเรื่อง 'อิ๊กคิวซัง' บรรลุแก่นธรรมทราบถึง 'หลวงพ่อคะโซ' ทำให้ท่านประสงค์จะมอบใบสำเร็จเปรียญธรรม และตำแหน่งเจ้าอาวาสให้อิ๊กคิวซังสืบทอด
แต่'อิ๊กคิวซัง'ปฏิเสธ !!!
ท่านให้เหตุผลว่า 'ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสมมติ'
ท่านจึงออกธุดงค์
กระทั่งอายุ 34 ปี 'อิ๊กคิวซัง' จึงมีโอกาสเข้าเฝ้าท่านพ่อ ซึ่งเป็นองค์จักรพรรดิ
และเป็นช่วงที่ท่านถูกกล่าวถึง และเป็นที่ขยาดหวาดกลัวและเกลียดชังจากภิกษุด้วยกัน
เพราะท่านไม่พอใจกับการ 'ยึดติด' ของบรรดาพระทุกรูป
ครั้งหนึ่ง 'อิ๊กคิวซัง' ไปร่วมงานครอบรอบวันมรณภาพของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งด้วยสภาพมอมแมมสกปรก จีวรหลุดลุ่ย และด่าทอพระที่มือถือสากปากถือศีล
เนื่องเพราะมีพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากที่ทำตัวเคร่งพระวินัย ถึงขนาดบอกว่าผู้หญิงเป็นมารศาสนา
แต่เบื้องหลังกลับลักลอบให้แม่เล้านำโสเภณีมาบำเรอถึงในกุฏิ
ท่านด่าทอพระผู้มีอิทธิพลมีหลายรูป ที่หลอกชาวบ้านว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้หากบริจาคปัจจัยให้พระมากๆ รวมทั้งทำทุกอย่างที่ถือว่าเป็นอาบัติ ทั้งดื่มสุรา เล่นการพนัน ฉันเนื้อสัตว์ ไม่โกนผมและไว้หนวดเครา รวมถึงเดินเข้าออกซ่องโสเภณีอย่างเปิดเผย

โดยส่วนตัว 'อิ๊กคิวซัง' ก็คบหาและปฏิบัติกับโสเภณีอย่างเปิดเผยสุภาพและให้เกียรติ
ท่านเคยแบ่งส้มจากบาตรให้โสเภณีอดอยากทาน
เคยปีนเขาเสี่ยงตายไปหาสมุนไพรมารักษาโสเภณีที่ป่วยหนักแม้ว่าจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
กระทั่งเมื่อท่านอายุได้ 75 พรรษา ระหว่างที่ธุดงค์เร่ร่อนหลบภัยสงครามในประเทศไปอยู่ที่เมืองซึมิโยชิ
ท่านได้พบกับ 'โมริ' ศิลปินขอทานตาบอด และท่านได้รับนางเป็นภรรยา
ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันคืนเดียว 'โมริ' ก็หนีไปเพราะเกิดความอับอายและเกรงว่าตนจะทำให้ท่านอิ๊กคิวซังเสื่อมเสียชื่อเสียง
แต่นางก็กลับมาหาอิ๊กคิวอีกหน เพราะไม่สามารถดำรงชีวิตลำพังได้ในสภาวะสงคราม

เมื่ออายุได้ 85 ปี จักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้ 'อิ๊กคิวซัง' เป็นเจ้าอาวาสวัดไดโตะกุจิ ซึ่งเป็นวัดหลวงที่สำคัญที่สุดในสมัยนั้น เมื่อไม่สามารถขัดพระราชประสงค์ได้ อิ๊กคิวซังจึงยอมรับตำแหน่ง
แต่ท่านรับตำแหน่งเพียงแค่วันเดียวก็ลาออก และกลับไปอยู่วัดเมียวโชจิ ที่ท่านสร้าง
'อิ๊คคิวซัง' มรณภาพหลังจากกลับมาอยู่วัดเมียวโชจิได้เพียง 2 ปี
โดยท่านป่วยเป็นมาลาเรีย และละสังขารในท่านั่งสมาธิในอ้อมกอดของโมริ ภรรยาของท่าน
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1481(พ.ศ.2024)
'อิ๊คคิวซัง' มรณภาพเมื่ออายุ 88 ปี

ของแต่งบ้านบันดาลสุข


การตกแต่งบ้านของเจ้าของบ้านบางคน นอกจากจะคำนึงถึงความสวยงาม งบประมาณและสไตล์ของเจ้าของแล้ว บางคนยังยึดถือเรื่องของโชคลาง มาเป็นแนวทางในการเลือกของแต่งบ้านอีกด้วย
สิ่งที่เราจะมาบอกคุณในวันนี้...คือ...ของแต่งบ้านบางชิ้นสามารถบันดาลโชคให้คุณได้ เช่น...

1.ส้ม - ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพหรือผลไม้เหมือนจริง ควรนำมาใส่ตะกร้าวางบนโต๊ะในห้องรับแขกจะให้โชคให้ลาภ
2.ทับทิม - ควรปลูกไว้ที่หน้าบ้าน จะได้ลูกหลานที่ดีและไม่มีภัย
3.โต๊ะ - ไม่ว่าจะโต๊ะแบบไหน ควรเลือกที่เป็นทรงกลม หรือแปดเหลี่ยม ถ้าเป็นสี่เหลี่ยม มุมของโต๊ะควรเป็นมนๆ จะเสริมมงคลให้แก่บ้าน สามารถขจัดพลังชั่วร้ายและดึงดูดความเจริญมาสู่บ้าน
4.หมู - ของแต่งบ้านรูปหมู ถ้ามีไว้จะเป็นสัญลักษณ์ของโชคและความอุดมสมบูรณ์
5.ช้าง - เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญาและโชค ควรตั้งรูปปั้นช้างไว้ในห้องรับแขก แต่ห้ามตั้งช้างหันหน้าออกประตูเด็ดขาด เพราจะทำให้ครอบครัววุ่นวายมีแต่เรื่องขัดแย้ง
6.พัด - การนำมาตกแต่งในบ้านจะช่วยบันดาลให้ผู้อยู่อาศัยประสบความร่มเย ็นเป็นสุขและมักได้รับข่าวดีอยู่เสมอ
7.เต่า - ตุ๊กตาหรือรูปปั้นเต่า ควรไว้ในห้องนั่งเล่นหรือมุมใดในบ้านก็ได้ จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี อายุยืน แต่!.. อย่าเอาไปตั้งไว้ที่ห้องทำงานที่เดียวเป็นพอ
8.ไก่ - ทั้งรูปปั้น ตุ๊กตา หรือวัสดุที่มีรูปไก่ ล้วนแต่เป็นสิริมงคลต่อบ้านในทางเรียกโชคลาภเงินทอง
9.เครื่องปั้นดินเผา - การเลือกของแต่งบ้านที่มีลักษณะเป็นเครื่องปั้นดินเผา จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีฐานะการเงินที่มั่นคง

เหตุผลของคนสอบตก !!!

ไม่ใช่ความผิดของเราเลยนะที่สอบตก

เพราะที่จริงแล้วในหนึ่งปีมีแค่ 365 วันเท่านั้นเอง
(ใครจะไปอ่านหนังสือทันจิงมั๊ย).....!!!!

มาดูเหตุผลที่ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือจิ...(^0^)

1) ใน 1 ปีมี 52 สัปดาห์ แสดงว่ามีวันอาทิตย์ 52 วัน
วันอาทิตย์เป็นวันแห่งการพักผ่อนนะ ไม่ควรเรียนหนังสือ
เหลือวันอีก 313 วัน

2) วันหยุดตอนปิดเทอมประมาณ 50 วัน ปิดเทอมก็ต้องเที่ยวเดะ
แถมอากาศยังร้อนเกินไปที่จะเรียนหนังสือด้วย
เหลือวันอีก 263 วัน

3) เพื่อสุขภาพที่ดี คนเราควรนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน
นั่นคือเราจะนอนประมาณ 130 วันต่อปี
เหลือวันอีก 141 วัน

4) เพื่อสุขภาพที่ดีอีกเช่นกัน
คนเราควรหาเวลาเล่นกีฬาอย่างน้อย 1ชั่วโมงต่อวัน นั่นคือประมาณ 15 วันต่อปี
เหลือวันอีก 126วัน

5) คนเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และควรใช้เวลาในการค่อยๆ
เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นั่นคือเราควรให้เวลากับการกินประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน คือ30วันต่อปี
เหลือวันอีก 96 วัน

6) คนเราเป็นสัตว์สังคมต้องมีการสื่อสารกับผู้อื่น
ดังนั้น เราควรให้เวลาในการพูดคุยกับผู้อื่นอย่างน้อยวันละ 1ชั่วโมง คิดเป็น 15 วันต่อปี เหลือวันอีก 81วัน

7) วันสอบทั้งมิดเทอม ทั้งไฟนอลอีกเกือบ 35 วัน
คุณจะเอาเวลาสอบไปเรียนหนังสือเหรอ เหลือวันอีก 46 วัน
วันหยุดตามเทศกาล และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ อีกกว่า 40วัน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าวันหยุดเหลือวันอีก 6 วัน

9) แล้วต้องเผื่อว่าเราไม่สบายขึ้นมาอีก
จะได้มีเวลารักษาตัวประมาณสัก 3 วัน เหลือวันอีก 3 วัน

10) คนเราจะอยู่แต่กับบทเรียนก็ไม่ได้ ต้องหาความสนุกใส่ตัวบ้าง
เช่นไปดูหนังฟังเพลงอย่างน้อยรวมๆ แล้วก็ประมาณ 2 วันต่อปี
เหลือวันอีก 1วัน

11) อีกวันหนึ่งก็คือวันเกิดคุณไง!!!
คุณจะเรียนหนังสือตอนวันเกิดคุณเหรอ... ไม่มีทาง เหลือวันอีก 0 วัน

แล้วอย่างเงี้ย...!!
จะไม่ให้สอบตกได้ไงอ่ะ......(-.-")..อิอิ

10 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ Byหมอแมว

ใน ยุคที่สื่อสารมวลชนไปได้ทุกมุมโลก ความรู้หลายๆอย่างได้ถูกนำเสนอออกไปในมุมกว้าง แต่ว่ามีความรู้หลายอย่าง เป็นความรู้ที่เกิดมาจากความเชื่อ และเมื่อความเชื่อของคนจำนวนมากถูกนำเสนอออกไป ก็ทำให้ดูเหมือนว่าความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ถูก
ในฐานะที่เป็นแพทย์คน หนึ่งที่ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพดี ผมได้รวบรวมเอาความเชื่อที่ผิดหรือเบี้ยวไปจากความจริงและพบได้ บ่อยมารวมไว้.... ในครั้งนี้ขอเสนอ 10 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ

1. แคลเซี่ยมกินเสริมเอาก็พอ
ปัจจุบัน มีการขายอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซี่ยมโดย มีการโฆษณาว่าจะส่งเสริมกระดูกของร่างกายป้องกันโรคกระดูกพรุน เมื่อโฆษณามากก็สร้างความเชื่อให้คนทั่วไปบางคนไปซื้อหามากินมาใช้กันโดยหา รู้ไม่ว่าการกินนั้นไม่ได้เพียงพอ ความ จริงแล้วเรื่องการสร้างเสริมกระดูกของร่างกายนั้นขึ้นกับกลไกหลายส่วน ตั้งแต่การดูดซึม การใช้งานกระดูกส่วนนั้น วิตามิน D และปริมาณแคลเซี่ยมที่ได้รับ ถึงแม้จะได้รับแคลเซี่ยมเข้าไปมาก แต่หากว่าร่างกายไม่ได้ออกไปรับแดด ไม่ได้ออกกำลัง ร่างกายก็จะไม่ดูดซึมเอาแคลเซี่ยมที่กินเข้าไปใช้ ดูแต่ชาวโอกินาว่าและชาวซาร์ดิเนีย ที่มีอายุประชากรยืนยาวและแข็งแรง หรือแม้แต่กลุ่มประเทศที่ยากจนในทวีปแอฟริกา ทั้งที่เค้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์หรืออาหารเสริมแคลเซี่ยม นั่นก็เพราะคนในชาติเหล่านี้มีการออกกำลังที่เพียงพอ ทำให้สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมที่มีในผักใบเขียวไปใช้ได้แม้ไม่ได้ บริโภคเนื้อสัตว์ นม หรืออาหารเสริมแคลเซี่ยมทั้งหลาย ดัง นั้นในบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีโรคเฉพาะ การออกกำลังกายที่พอเพียง การออกไปโดนแดดบ้างพอประมาณ และการกินอาหารที่อุดมแคลเซี่ยมที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันเช่นผักใบเขียว ทั่ว ๆ ไป นม เต้าหู้ ปลาชนิดที่กินทั้งกระดูก ก็เพียงพอแล้ว

2. รองเท้าใช้กับเท้า ไม่ต้องเลือกมากก็ได้
หลาย คนดูถูกว่าเท้าเป็นส่วนที่ต่ำ หนา ทนทาน ไม่จำเป็นต้องดูแล ดังนั้นหลายคนจึงเลือกรองเท้าอย่างขอไปทีหรือเลือกรองเท้าตามแฟชั่นโดยยอมทน เจ็บปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ แลกกับการดูดี ที่ จริงเท้าเป็นส่วนที่รับน้ำหนักครึ่งนึงของร่างกาย ดังนั้นการเลือกรองเท้าที่ไม่ดีไม่สมดุล ใส่แล้วไม่พอดีไม่สบายเท้า ก็จะส่งผลให้เท้าเกิดการปรับท่าทางเพื่อให้เกิดความสบายขึ้น การปรับตัวดังกล่าวอาจจะสบายในช่วงสั้นๆ แต่อาจจะส่งผลให้เอ็นข้อเท้าเกิดการทำงานหนักโดยไม่จำเป็น อย่างที่พบได้ง่ายและบ่อยก็คือใส่รองเท้าแล้วเกิดตาปลา หากไม่รีบแก้ไขตั้งแต่ต้นตาปลาขยายขนาดขึ้นก็จะทำเกิดอาการเจ็บ ที่ตาปลาซึ่งทำให้เท้าส่วนนั้นโดนยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลองสังเกตว่าถ้าคุณเป็นตาปลาที่ใต้นิ้วหัวแม่เท้า เท้าจะยกเอียงออกนอกเล็กน้อย และเจ็บที่ข้อเท้าหน้าตาตุ่มด้านนอก ส่วนถ้าหากมีตาปลาที่โคนนิ้วก้อย ก็จะเจ็บที่ข้อเท้าด้านตาตุ่มด้านใน หรือในผู้เฒ่าผู้แก่ที่ติดการใส่รองเท้าบางยี่ห้อมาหลายสิบปีก็ สามารถเกิดข้อเสื่อมถาวรที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Bunion ในรายที่หนักไปกว่า นั้นเช่นทหาร ซึ่งรองเท้าเป็นชนิดที่หนาแข็งไม่ยืดหยุ่นและต้องเดินลงน้ำหนัก มากๆ ก็จะส่งผลเสียถึงขนาดทำให้เกิดกระดูกเท้าท่อนที่ 5 หัก เรียกว่า Jone''s fracture หรืออีกชื่อว่าMarch Fracture ซึ่งตั้งตามลักษณะการหักที่เกิดกับทหารที่เดินสวนสนามมากๆ ; ดัง นั้นเมื่อคุณจะไปเลือกรองเท้าใหม่ ก็ควรเลือกที่ใส่สบายเท้าเป็นอันดับหนึ่ง แฟชั่นเป็นอันดับรอง ลองสวมและเดินดูสักนิดอย่าได้อายคนขายเลย

3. เดินลงบันไดดีกับเข่ามากกว่าเดินขึ้น
หลาย คนเวลาเดินขึ้นบันไดจะเดินช้าๆ แต่เวลาลงบันไดกลับวิ่งกระโดดลงทีละสองขั้นสามขั้น ถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้นก็ได้คำตอบว่า ก็เดินขึ้นมันเมื่อยขาปวดเข่า แต่เดินลงมันสบายกว่า ก็เลยพาลคิดไปว่าการขึ้นบันไดทำให้ข้อเสื่อมมากกว่าการเดินลงบันได ความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างร้ายกาจ ซึ่งจากการวิจัยทั้งจากมหาวิทยาลัยในไทยและต่างประเทศ ต่างก็แสดงให้เห็นว่าการเดินลงทางลาดชันหรือบันได มีความเค้นความเครียดเกินขึ้นที่ข้อเและตัวกระดูกอ่อนของเข่ามากกว่าการเดิน ขึ้นเสียอีก เพียงแต่ว่าการเดินขึ้นนั้นเราจะล้าและปวดกล้ามเนื้อก่อนทำให้หยุดพักก่อน ที่เข่าจะเกิดเสียหายไปมาก แต่การวิ่งลงบันไดนั้นกว่าเราจะเหนื่อยล้ากล้ามเนื้อ แรงดังกล่าวก็สร้างความเค้นต่อกระดูกอ่อนและทำให้ข้อบาดเจ็บไปมากแล้ว ดังนั้นถึงคุณจะยังไม่เจ็บปวดเข่า ก็ไม่ควรวิ่งหรือกระโดดลงบันไดหลายๆขั้นครับ เพราะถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ถ้าทำเป็นประจำภายหน้าก็จะเกิดปวดข้อและข้อเสื่อมได้ก่อนเวลาอันควร

4. ถ้าเจ็บถ้าปวดต้องนวดประคบ
ปัจจุบัน มีการขายสินค้าจำพวกนวดประคบมากมาย ซึ่งหนึ่งในคำอธิบายการใช้คือใช้ทาถูนวดเมื่อบาดเจ็บเคล็ดขัดยอก แต่ใครจะรู้บ้างไหมว่าการถูนวดเมื่อบาดเจ็บใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่ผิด เพราะว่ามีการบาดเจ็บใหม่ๆเช่นข้อพลิกข้อแพลง กระทบกระแทกฟกช้ำ จะมีการฉีกขาดของเส้นเลือดและเส้นประสาทซึ่งร่างกายจะตอบสนองด้วยการทำให้ เกิดความเจ็บปวดเพื่อให้เราหยุดการใช้งานและให้เวลาส่วนดังกล่าวได้พัก หากมีการถูนวดหรือประคบทาด้วยของร้อนก็จะทำให้เส้นเลือดมีการขยายตัวและมี เลือดคั่งที่บริเวณดังกล่าวมากขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้นและบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่บริเวณดัง กล่าวมากยิ่งขึ้น จากที่ต้องรักษาเพียงสัปดาห์เดียวอาจจะกลายเป็นต้องรักษาเป็นเดือนหรือเป็น เรื้อรังไม่หายได้ สิ่งที่ ควรทำเวลาเกิดการบาดเจ็บคือ "RICE" R = Rest เมื่อเกิดการบาดเจ็บให้เราพักส่วนที่เจ็บส่วนดังกล่าวเสียอย่าได้ขยับ I = immobilze หากการบาดเจ็บอยู่ที่ข้อต่อเช่นข้อเท้าข้อมือข้อศอก ให้หาสิ่งต่าง ๆ มาดามไว้เสียตามความรุนแรงของการบาดเจ็บ หากบาดเจ็บเล็กน้อยก็แค่พันผ้า หากบาดเจ็บมากสงสัยไม่แน่ใจว่าหักไหมก็ให้ใช้ไม้มาดามแล้วพันผ้า เพื่อให้เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ต้องทำงานจะได้ไม่บาดเจ็บเพิ่มเติม C = iCe หรือน้ำแข็ง หากมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นควรจะใช้ความเย็นไปประคบ เพื่อให้เส้นเลือดที่บาดเจ็บนั้นหดตัวเส้นประสาทรู้สึกชา ทั้งนี้เพื่อว่าจะได้ลดเลือดที่จะออกจากเส้นเลือด ลดอาการบาดเจ็บ ลดการหลั่งสารอักเสบจากเม็ดเลือดขาวในบริเวณดังกล่าว และช่วยลดความเจ็บปวด การประคบเย็นก็ต้องไม่ประคบจนเย็นเกินไปกล่าวคือควรให้เย็นพอแค่ชาๆ อาจจะใช้เป็นน้ำแข็งใส่ในห่อผ้าขนหนูพับทบสักสามสี่ชั้น หากประคบจนกระทั่งรู้สึกปวดก็ให้หยุดพักเสียเพราะแปลว่าประคบนานเกินไปแล้ว E = Elevate หรือยกสูง เพราะส่วนดังกล่าวจะมีเลือดออกมาคั่งอยู่ การให้ส่วนดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าหัวใจก็จะทำให้มีความดันมากขึ้นทำให้เจ็บปวด มากยิ่งขึ้น เมื่อ ทำการรักษาดังกล่าวได้ประมาณ 3 วัน เส้นเลือดกล้ามเนื้อเอ็นในบริเวณดังกล่าวเริ่มจะมีการซ่อมแซม ช่วงนี้จึงควรใช้น้ำอุ่นประคบเพื่อให้เส้นเลือดขยายตัวและไหลเวียนดี

5.เป็นเกาท์ห้ามกินเครื่องในสัตว์
จริงๆ ก็เป็นความเชื่อที่ถูก แต่ว่าความเชื่อที่ถูกนี้กลายเป็นพาเข้ารกเข้าพงไปในหลาย ๆ ราย เพราะคนที่เป็นเกาท์หลายรายเข้าใจผิดว่าเป็นเกาท์ห้ามกินเครื่องในสัตว์แต่ อย่างเดียว อย่างอื่นไม่ห้าม เรื่องเกาท์นั้นเกิดจากผลึกยูริกไปตกตะกอนในน้ำไขข้อจนทิ่มแทงข้อให้เจ็บปวด กรดยูริคนี้ก็มีที่มาจากอาหารที่มี"จำนวนเซลล์มาก" ในที่นี้คนเราเมื่อกินอาหารนั้นใช้ความอิ่มหรือปริมาณอาหารเป็นที่ตั้ง ซึ่งอาหารที่มีเซลล์มากก็คือส่วนที่เป็นอวัยวะที่มีความสลับซับซ้อนหรือ อวัยวะที่โตไม่เต็มที่ เช่นเครื่องในกระดูก หรือส่วนยอดส่วนปลายของอวัยวะ อาหาร ที่ควรบริโภคให้น้อยนอกจากเครื่องในสัตว์ก็คือ ปลาทะเลตัวเล็กตัวน้อย (ปลาซาร์ดีน) ซุปที่เคี่ยวจากสัตว์ (ซุปกระดูกหมู ซุปไก่สกัด) ยอดผักปลายใบต่างๆดังเช่น ยอดคะน้า หน่อไม้ ผักโขม ดอกกะหล่ำ , นอกจากนี้ก็ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะมันกระตุ้นให้เกิดอาการ ของเกาท์กำเริบได้ง่าย อาหารที่กินได้คืออาหารที่มีเซลล์น้อย ได้แก่ นม ไข่ ข้าว แป้งและใบผักชนิดต่างๆ

6. เด็กๆไม่เป็นโรคข้อเสื่อม
ความ เชื่อที่ผิดๆของโรคข้อเสื่อมก็คือไปเชื่อว่าโรคนี้เกิดได้แต่เฉพาะผู้สูง อายุและไม่เกิดกับเด็ก ความจริงแล้วคำจำกัดความของโรคข้อเสื่อมก็คือการเกิดการเสื่อมสภาพของกระดูก อ่อนและข้อกระดูก ส่วนการเสื่อมสภาพแบบที่พบบ่อยนั้นเกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานานใน ผู้สูงอายุ เพราะใช้มานานจนกระดูกอ่อนสึกหรอและซ่อมแซมคืนไม่ไหว ใน เมื่อการเกิดโรคเกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อน ดังนั้นความผิดปกติหรือการใช้งานข้อแบบผิด ๆ ก็สามารถก่อให้เกิดโ รคข้อเสื่อมได้แม้ว่าจะมีอายุไม่มาก สาเหตุที่พบได้บ้างก็มีพวกโรคข้อในเด็ก โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเองในเด็ก โรครูมาตอยด์ในเด็ก เหล่านี้เป็นสาเหตุของข้อเสื่อมในเด็กและวัยรุ่นได้ แต่ที่พบบ่อยกว่าและควรจะนึกถึงให้มากกว่าคือการบาดเจ็บจากอุบั ติเหตุหรือการเล่นกีฬา ตั้งแต่การเจ็บประเภทพลิกแพลง ไปจนถึงข้อหลุด เอ็นฉีก ดังนั้นเป็น หน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องดูแลบุตรหลานให้ดี ประเมินดูว่ากิจกรรมที่ลูกหลานทำอยู่นั้นมีความเข้มข้นเกินวัยที่ควรหรือไม่ เช่นเด็กอายุเพียง5 - 6 ขวบซึ่งสรีระไม่อำนวยก็ไปให้วิ่งมาราธอน หรือแข่งรักบี้เด็กซึ่งมีผลต่อข้อและการเติบโตของกล้ามเนื้อ เด็กอายุ 13 ก็ปล่อยให้ไปซิ่งจักรยานยนต์บนถนนที่ยังสร้างไม่เสร็จเมื่อล้มก็เกิดเข่า หลุดหรือเอ็นฉีก ซึ่งการบาดเจ็บที่ข้อต่าง ๆ ตั้งแต่ยังเล็ก ถ้าไม่ได้รับการพักฟื้นหรือรักษาที่เหมาะสมและฝืนใช้งานต่อไปเร ื่อยๆ ก็จะทำให้ผิวข้อเสื่อมลงอย่างรวดเร็วและเกิดข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ

7. ฝึกยิ่งมากยิ่งเก่งยิ่งดี
เด็ก สมัยนี้ดูมีการ์ตูนให้ดูหลายช่องโดยเฉพาะการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะวัฒนธรรมที่สอนให้มีความมุมานะและขยันขันแข็ง สมัยก่อนก็มีเรื่องเล่าการฝึกกระโดดข้ามต้นหญ้าที่ต้องฝึกกระโดดทุกวันจน เมื่อหญ้าสูงท่วมหัวก็จะกระโดดได้สูง หรือการฝึกขว้างลูกเบสบอลเป็นพัน ๆ ครั้งเพื่อให้ขว้างลูกได้เร็ว (เรื่องพวกนี้ไม่เป็นความจริงได้ครับ) การฝึกฝนมาก ๆ นั้นทำให้คนเราเก่งขึ้นและทนทานขึ้นได้จริง แต่ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายของเราก็จะมีจุดที่เป็นขีดสุดอยู่ ส่วน ใหญ่ไม่มีปัญหาในผู้ใหญ่เพราะว่ามักจะตระหนักได้ด้วยตัวเอง ว่าทำต่อไปไม่ได้ แต่สำหรับเด็กบางคนที่เชื่อการ์ตูน ก็จะพยายามข้ามความเจ็บปวด เมื่อเกิดความเจ็บปวดก็จะยังฝืนทนฝึกต่อไปก็จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อ เอ็นหรือกระดูกได้ อย่างเช่นเอ็นกล้ามเนื้อท้องแขนขาดในผู้ที่ยกน้ำหนักเกินกำลัง ข้อเข่าเสื่อมในเด็กที่เล่นกีฬาที่กระทบกระแทกรุนแรง หัวกระดูกแขนท่อนบนฉีกพบในเด็กที่ขว้างลูกบอลเกินกำลังติดกันมากๆ การบาดเจ็บเหล่านี้หลายอันเป็นการบาดเจ็บถาวรที่รักษาไม่หายและ ติดตัวไปตลอดชีวิต อาจจะทำให้เล่นกีฬาไม่ได้อีกเลย ดัง นั้นการฝึกเล่นกีฬาทั้งหลายจึงควรทำอย่างเป็นขั้นตอนไม่รีบร ้อน หายเจ็บก็พักอย่าได้ฝืน การกีฬาใดๆที่ต้องกระทบกระแทกรุนแรง ก็ควรใส่เครื่องป้องกันอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ เพื่อจะได้เล่นกีฬานั้นต่อไปได้นานๆ

8. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องพยุง
เดี๋ยว นี้มีอุปกรณ์พยุงส่วนต่างๆของร่างกายไว้ใช้เวลาเกิดอาการบาดเจ็บหรือปวดใน บริเวณดังกล่าว เช่น Body Corset แผ่นที่สวมรัดไว้ที่แผ่นหลังในคนที่ปวดหลัง , แถบสวมเข่า ในผู้ที่ปวดเข่า , แถบสวมข้อเท้า ในผู้ที่เคยข้อเท้าพลิก ฯลฯ เครื่องมือเหล่านี้สมัยก่อนมีใช้กันแต่เพียงในโรงพยาบาลหรือกลุ่มผู้เล่น กีฬาจุดประสงค์เพื่อให้มีการกระจายแรงที่กระทำต่อข้อให้ลดลง เปรียบเครื่องมือดังกล่าวเสมือนเฝือกชนิดหนึ่ง ในทางการแพทย์จะใช้เพียงช่วงสั้น ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าวได้พักซ่อมแซมในช่วงที่ปวดมากและต้องถอด ออกเมื่อกล้ามเนื้อที่เจ็บปวดนั้นเริ่มดีขึ้น ในทางการกีฬามักจะใช้เมื่อมีการเล่นกีฬาแต่จะไม่ใช้ในเวลาปกติหรือเวลาฝึก ทั่วไปที่ไม่กระทบกระแทก เนื่องจากการใช้เครื่องมือพวกนี้จะทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายทำงานน้อยลงและ ได้พักการใช้งาน แต่การใช้งานเป็นเวลานานติดต่อกันจะส่งผลให้กล้ามเนื้อในส่วนนั้นลีบเล็กลง จนกระทั่งผู้ใช้เกิดอาการติดคือ ถ้าใช้จะไม่ปวดแต่หากหยุดใช้จะปวดหรือไม่มีแรงขยับ เมื่อ ก่อนแพทย์หรือผู้ฝึกกีฬาค่อนข้างเข้มงวดในการสั่งใช้อุปกรณ์เหล่านี้ อุปกรณ์ที่สร้างเพื่อใช้ในการแพทย์บางชนิดนั้นมีการป้องกันการใช้ต่อเนื่อง ของผู้ป่วยด้วยการผลิตที่ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวเสื่อมสภาพการใช้งานในเวลาที่ กำหนด แต่ว่ากลายเป็นว่ามีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกผลิตออกมาขายในท้องตลาดให้ซื้อใช้ เองได้โดยไม่ต้องมีการสั่งจากแพทย์ ลูก หลานที่หวังดีต่อญาติผู้ใหญ่ก็ซื้อหาเครื่องพยุงหลังพยุงเข่าไปให้ผู้อาวุโส ใช้ โดยหารู้ไม่ว่าความหวังดีดังกล่าวนั้นทำร้ายผู้ใหญ่ หลายรายลงท้ายด้วยการเป็นโรคของกระดูกหรือกล้ามเนื้อหลังเร็วกว่าที่ควร เครื่อง มือเหล่านี้ควรใช้โดยมีการแนะนำจากแพทย์หรือผู้ฝึกกีฬาท ี่มีความรู้เท่านั้น และควรใช้ในเวลาสั้นๆเท่าที่จำเป็นสำหรับโรคและภาวะที่เป็น ในระยะยาวแล้วการรักษาอาการปวดหรือฝึกฝนกล้ามเนื้อนั้นต้องใช้การกายภาพ บำบัดหรือการบริหารกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีครับ

9. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ให้ความร้อนแก้ปวดอย่างไม่เหมาะสม
เคย มีรายการโทรทัศน์หนึ่งนำเสนอเครื่องมืออุปกรณ์สร้างคลื่นอัล ตราซาวน์เพื่อใช้สร้างความร้อน จุดประสงค์นั้นก็ดี แต่เนื่องด้วยพิธีกรเป็นทนายและคนประดิษฐ์ก็ไม่ได้มีความรู้เรื ่องการรักษา ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าหากหกล้มบาดเจ็บปุ๊บ ให้เอาเครื่องมืออัลตราซาวน์นี้ไปทาบได้เลยเพื่อแก้ปวด ทั้งที่ความจริงนั้นบริเวณที่บาดเจ็บใหม่ๆนั้นไม่ควรประคบร้อนห รือใช้ความร้อนในการรักษาซึ่งได้พูดไปแล้ว เครื่อง มือที่ใช้ให้ความร้อนนั้นมีสองแบบคือแบบให้ความร้อนชั้น ลึก หรือDeep Heat ได้แก่เครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงเช่นอัลตราซาวน์พิเศษ ส่วนเครื่องมือที่ให้ความร้อนชั้นตื้นก็ได้แก่กระเป๋าน้ำร้อน พาราฟฟินร้อน การส่องไฟ ซึ่งการบาดเจ็บในแต่ละที่นั้นใช้เครื่องมือไม่เหมือนกัน เช่นบาดเจ็บกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ ก็ควรใช้เครื่องมือที่ส่งความร้อนได้ลึก บาดเจ็บภายนอกก็ใช้เครื่องมือให้ความร้อนภายนอก ถ้าเจ็บผิวๆอุตริไปใช้เครื่องมือไฮเทค นอกจากจะไม่หายแล้วยังอาจเสียเงินโดยไม่มีประโยชน์ ดังนั้นการจะรักษาด้วยเครื่องมือแปลกๆก็ต้องให้ผู้ที่ท่านมั่นใ จว่าเค้ามีความรู้เป็นผู้ใช้ ส่วน เครื่องมือประคบร้อนที่แพร่หลายนั่นคือกระเป๋าน้ำร้อน ก็มีข้อควรระวังในการใช้บางประการที่ควรรู้ไว้กล่าวคือ ควรตรวจดูว่ากระเป๋านั้นคุณภาพดีหรือไม่ เพราะยางบางชนิดเวลาถูกน้ำร้อนจะละลายและออกมาลวกผิวได้ , ไม่ควรให้กระเป๋าสัมผัสผิวโดยตรง เพราะเสี่ยงต่อการลวกผิวหนังได้ ควรใช้ผ้าขนหนูห่อพันไว้สักสามสี่ชั้นเพื่อให้กระเป๋าค่อยๆปล่อ ยความร้อนออกมาและให้เวลาความร้อนแทรกซึมเข้าไป และไม่ควรใช้กระเป๋าน้ำร้อนในผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่ขยับตัวไม่สะดวก เพราะจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะผิวไหม้ได้สูง


10. เป็นตะคริวที่น่องต้องรีบดึงแรงๆ
ตะคริว นั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป หรือการขาดเกลือแร่ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเกิดตะคริวจะมีการไหลเวียนของเลือดไปกล้า มเนื้อดังกล่าวลดลงและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยให้หายโดยไม่ทำอะไรก็จะลงเอยด้วยการบาดเจ็บขาดเลือดของ กล้ามเนื้อและใช้เวลาพักฟื้นนาน ดังนั้นในหมู่นักกีฬาจึงรู้กันดีว่าเวลาเป็นตะคริวควรจะดึงเหยี ยดกล้ามเนื้อ แต่สิ่งที่พบว่าผิดพลาดเล็กน้อยแต่ก่อผลเสียได้คือในหมู่นักกีฬ าบางกลุ่มเชื่อว่าการดึงที่ดีคือการดึงอย่างแรงครั้งเดียวให้เข ้าที่ การ ดึงแบบดังกล่าวเปรียบเหมือนลวดกีต้าร์กำลังขึงตึงแล้วเราไปก ระชาก ถ้ากระชากแรงก็อาจจะขาด เฉกเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อที่ดึงแรงก็อาจจะฉีกขาด การ ดึงที่ถูกวิธีนั้น คือการค่อยๆดึงใช้แรงพอประมาณ และดึงเป็นจังหวะเบาๆช้าๆจนกระทั่งดึงได้เต็มที่ ยอมเสียเวลาเล็กน้อย แต่เมื่อดึงเสร็จแล้วใช้เวลาพักฟื้นให้หายปวดน่องน้อยกว่าการดึ งเร็วๆเป็นไหนๆ


เรื่อง สุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้จึงสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่า งกายได้ สำหรับ ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อผมในทันทีก็ได้ครับ แต่หากเรื่องใดที่ท่านเห็นไม่ตรงกับที่ผมเขียน ขอเพียงท่านไปถามผู้รู้ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์พยาบาล หรือนักกายภาพบำบัด ก็สามารถได้คำตอบที่ละเอียดและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสุขภาพขอ งท่าน
ด้วยความปรารถนาดี จาก "หมอแมว"

ระวังเนื้อปลาแซลมอน จาก คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

ผมเป็นคนชอบกินปลาครับ ปลาในดวงใจที่ชอบก็คือปลาจะละเม็ด ปลาทู และปลาแซลมอน จำได้ว่ากินปลาแซลมอนครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนในต่างแดน อาหารเย็นมื้อนั้นเพื่อนฝรั่งพาไปกินปลาแซลมอนรมควัน ผมยังนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ปลาอะไรหนอเนื้อสีส้มอมชมพูแสนสวย พอได้ชิมเนื้อปลาแล้วก็เริ่มติดใจในรสชาติขึ้นมา เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังหาโอกาสกินปลาแซลมอนบ้างแต่ไม่บ่อยนักเพราะตอนนั้นราคาปลาแซลมอนในเมืองไทยจัดว่าค่อนข้างแพงนาน ๆ ครั้ง เพื่อนพาไปกินอาหารญี่ปุ่น อันดับแรกที่ต้องสั่งคือซาชิมิปลาแซลมอนจิ้มวาซาบิ เพื่อนสั่งปลาดิบมาให้กินกี่จานๆ ก็กินหมดจนพุงกาง หากวันไหนเพื่อนพาไปร้านอาหารฝรั่ง ก็จะต้องสั่งปลาแซลมอนรมควันจนกลายเป็นอาหารจานโปรดไปเสียแล้ว

เพื่อนผมเคยบอกว่าสงสัยชาติที่แล้วผมคงเกิดเป็นหมีสีน้ำตาลแถวอะแลสกาที่ชอบกินปลาแซลมอนตามลำธารเวลาที่มันอพยพขึ้นมาวางไข่ ผมชอบกินปลาแซลมอนเพราะเนื้อไร้กลิ่นคาวเวลาเคี้ยวก็รู้สึกได้ถึงความลื่นมันได้รสธรรมชาติแสนเอร็ดอร่อยและต้องกินแบบไม่ปรุงแต่งถ้าเอาปลาไปนึ่งหรือทอดรสชาติก็สู้กินแบบดิบๆ ไม่ได้
จนกระทั่ง ๔-๕ ปีให้หลัง ผมสังเกตเห็นว่ามีการนำเนื้อปลาแซลมอนเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้นราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีตสมัยก่อนอาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำไม่กี่แห่งแต่ตอนนี้ตลาดติดแอร์แทบทุกแห่งจะมีเนื้อปลาแซลมอนวางขายเคียงคู่กับเนื้อปลากะพง ปลาเก๋าในราคาไม่แตกต่างกันและดูเหมือนว่าจะถูกกว่าเนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก กล่าวคือเนื้อปลาแซลมอนที่เคยขายกันกิโลกรัมละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท บัดนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท ขณะที่เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐๐-๕๐๐ บาทขึ้นไป

เมื่อเห็นว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศทางยุโรป ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากวันไหนพอมีเวลาก็แวะซูเปอร์มาร์เกตซื้อปลาแซลมอนมากินเล่นพลางดูรายการสารคดีชีวิตปลาแซลมอนที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์เพื่อขึ้นมาวางไข่ออกลูกหลานที่ต้นลำธาร ดูแล้วก็นึกเอาเองว่าปลาแซลมอนที่เรากินคงต้องเป็นปลาที่พลานามัยแข็งแรงแน่ แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓ ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ อย่างนี้จะไม่ให้หลงใหลแซลมอนอย่างไรไหว

จนกระทั่งวันหนึ่งผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอนในวารสาร ecologist ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็ตาสว่างขึ้นทันที ปลาแซลมอนที่เรากินก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยงที่เราส่งไปขายเมืองนอกจนติดอันดับโลก คือถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยการใช้สารเคมีและอัดยาเยอะ ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเราส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรป ปลาแซลมอนเหล่านี้อุดมไปด้วยเชื้อโรค เจ้าของฟาร์มจึงต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปลา เพื่อกำจัดแมลงรบกวนและเชื้อโรคหลายอย่าง ปลาแซลมอนในธรรมชาติมีเนื้อเป็นสีชมพู เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็กๆ และพืชทะเล ปลาแซลมอนในฟาร์มก็มีเนื้อสีชมพูน่ากินเช่นกัน แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สีจำพวก astaxanthin และ canthaxanthin ชนิดเข้มข้น ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้มากเกินไป อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตา นอกจากนี้ เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีผลต่อการอุดตันของเส้นเลือด แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓ น้อยกว่าปลาแซลมอนในธรรมชาติถึง ๓ เท่า ดังนั้นหากบริโภคแซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้

ในสหรัฐอเมริกายังมีการวิจัยพบว่า เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหารปลาในระดับที่สูงกว่าปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง ๑๖ เท่า มากกว่าเนื้อวัว ๔ เท่า ไม่นับรวมว่าปลาแซลมอนบางตัวมีพยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย ทุกวันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก เมื่อไทยส่งกุ้งกุลาดำตีตลาดยุโรป ฝรั่งก็ส่งปลาแซลมอนมาเป็นบรรณาการบ้าง ทั้งสองล้วนเป็นอาหารยอดฮิต และอุดมไปด้วยสารเคมีชนิดต่าง ปีใหม่นี้คงต้องบอกตัวเองให้รักปลาแซลมอนน้อยๆ ครั้นจะเหลียวมามองปลาจะละเม็ด ก็อุดมไปด้วยฟอร์มาลีน กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
บรรณาธิการบริหาร
(เจ้าของบทความ)

พนักงานส่วนใหญ่จากไปเพราะหัวหน้า…จริงหรือ?

พนักงานส่วนใหญ่จากไปเพราะหัวหน้า…จริงหรือ?

หัวหน้าแบบใดจึงกดดันจนทำให้พนักงานต้องลาออก?

คุณมีพฤติกรรมแบบหัวหน้าเหล่านั้นหรือไม่?

บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินแนวคิดที่ว่า “People join organization but leave their boss.” หรือที่แปลได้ตรงๆ ตัวว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า
ที่มาของแนวคิดนี้ เกิดจากการที่หลายๆ องค์กรพยายามที่จะสรรหาคนเก่งๆ เข้ามาสู่องค์กร แต่อาจไม่ได้ใช้เวลามากพอในการเก็บรักษาคนเก่งเหล่านั้นเอาไว้ได้นั่นเอง การที่พนักงานคนหนึ่งจะอยู่หรือลาออกไปจากองค์กร อะไรคือสาเหตุและปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจเช่นนั้น!
โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเข้าใจว่า “เงิน” หรือ “ค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ” เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดและรักษาให้คนเก่งอยู่กับองค์กร ซึ่งความคิดเช่นนี้ผมก็เห็นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเงินยังคงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะรั้งให้พนักงานอยู่หรือจากไปจากองค์กร แต่หากจะถามว่าเงินคือตัวแป! รสำคัญเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ก็คงจะตอบว่าไม่ใช่
เพราะการจากไปของพนักงานอาจมีที่มาจากหลายๆ สาเหตุ ด้วยกัน
โดยปกติองค์กรเมื่อพนักงานลาออก องค์กรมักทำการสัมภาษณ์และสอบถามถึงสาเหตุของการลาออกหรือที่เรียกว่า Exist Interview และเราก็มักจะพบกับคำตอบที่ได้ยินจนคุ้นหูว่า ไม่ว่าจะเป็น “ไปเรียนต่อ” “ช่วยงานที่บ้าน” ! หรือ “ได้งานใหม่” เป็นต้น
ซึ่งล้วนแต่เป็นคำตอบเดิมๆ ที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
HR ควรทำอย่างไรจึงจะสามารถหาเหตุผลที่แท้จริงได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กร เหตุใดคนเก่งๆ จึงลาออกไปอย่างน่าเสียดาย คำตอบคือลองทิ้งเวลาสักระยะหนึ่ง แล้วลองกลับไปสัมภาษณ์พนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วสัก 6-8 เดือนถึงสาเหตุการลาออกที่แท้จริง แล้วคุณอาจพบคำตอบที่แตกต่างจากตอนที่ทำ Exit Interview ก็ได้
ผมใช้วิธีนี้กับหลาย ๆ องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้และพบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วส่วนใหญ่กลับคำให้การของตัวเอง และค้นพบด้วยว่าสาเหตุหลักของการลาออกนั้นมักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า.... ได้เป็นอย่างดี


จากการได้สัมผัสกับผู้จัดการ หรือ หัวหน้างาน ในหลากหลายองค์กร พบว่าองค์กรไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างานเท่าที่ควร ส่วนใหญ่การเลื่อนตำแหน่งมักอาศัยเกณฑ์ของ Technical Skill มากกว่า People Skill
โดยดูจากผลงานในอดีตมากกว่าผลงานที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องเพราะแท้ที่จริงหัวหน้างานที่ดีควรจะต้องมี People Skill ที่ดีประกอบด้วย แต่องค์กรกลับมองข้ามความสำคัญในข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่องค์กรที่มีการเตรียมความพร้อมด้าน People Skill ให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน
ส่วนใหญ่มักจะพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานก็ต่อเมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่ง บางองค์กรเลวร้ายกว่านั้นคือแทบจะไม่มีการพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานเลย จนทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลให้คนเก่งคนดีในองค์กรต้องหลีกหนีหัวหน้างานเหล่านี้ด้วยการลาออกจากองค์กรไปเสียเอง และที่สำคัญการลาออกด้วยสาเหตุนี้
องค์กรมักไม่ได้รับทราบความจริงตอนทำ Exit Interview ด้วยเพราะพนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่า “พูดไปก็ไลฟ์บอย” (แปลว่าเสียเวลาเปล่า ๆ) ถึงแม้จะไม่อยู่กับองค์กรแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงอาจจะต้องเจอหน้ากันอยู่ ดังนั้นจะสร้างศัตรูไว้ทำไม (ยกเว้นกรณีเป็นศัตรูกันอยู่แล้วระหว่างที่ทำงานด้วยกันอยู่...ฮา)
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้ฟังการบรรยายเรื่อง Leadership จากปรมาจารย์ ท่านหนึ่งที่ชื่อ Marshall Goldsmith ท่านได้กล่าวถึงการเป็นหัวหน้างานไว้อย่างน่าสนใจว่า What got you here, won’t get you there หรือแปลได้ใจความว่า “สิ่งที่ทำให้คุณสำเร็จในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้คุณสำเร็จได้ในอนาคต” คำพูดนี้สอนการเป็นหัวหน้าได้อย่างดี เพราะท่านกำลังบอกเป็นนัยว่าหัวหน้าหลายคนใช้วิธีการเดิม ๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนเติบใหญ่มาได้ ในการบริหารจัดการคนของพวกเขา
เพราะพวกเขาคิดว่านั่นคือหนทางแห่งความสำเร็จ...ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป !
นอกจากนั้นท่านยังเขียนหนังสือชื่อเดียวกันกับคำพูดข้างต้นโดยอาศัยประสบการณ์ของท่านที่ทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ในฐานะโค้ชของผู้บริหาร (Executive Coach) ระบุปัจจัย 20 อย่างที่ทำให้หัวหน้างาน “ขาด” จากการเป็นหัวหน้างานที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้พบเจอในการทำงานให้กับหลาย ๆ องค์กรในบ้านเราเช่นกัน ซึ่งพอสรุปได้คร่าว ๆ สัก 5 ข้อดังนี้...
1. รับปากแล้วไม่ทำ หรือ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ เช่น การรับปากว่าปลายปีจะขึ้นเงินเดือนให้หรือให้โบนัสมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นต้น การรับปากแบบนี้เป็นการให้สัญญาที่เกินจริง เพราะหลาย ๆ ครั้งการปรับเงินเดือนหรือให้โบนัสมักไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดของหัวหน้างานคนเดียว
2. รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ประมาณว่าเอาผลงานของลูกน้องไปนำเสนอ โดยไม่ให้เครดิตกับลูกน้องแม้แต่น้อย แต่ถ้าลูกน้องทำพลาดไป ก็บอกคนอื่นว่า “ไม่รู้ซิ อันนี้ลูกน้องทำ เดี๋ยวจะกลับไปจัดการ บอกแล้วไม่ฟัง” อะไรประมาณนี้
ซึ่ง ดร. เสรี วงษ์มณฑา เคยกล่าวถึงเรื่องการทำงานของหัวหน้าที่ดีเอาไว้ว่า หัวหน้าทีหน้าที่ในการใช้ 3 อย่างนี้ในการบริหารจัดการคือ มือ-หัว-หน้าหมายความว่าหัวหน้าที่ดีต้องลงมือทำด้วย ไม่ใช่เอาแต่สั่งแต่ไม่ทำ ต้องรู้จักใช้หัวในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ และคิดหาวิธีปรับปรุงงานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพ (แปลว่าใช้ทรัพยากรน้อยลง) และได้ประสิทธิผล (แปลว่าบรรลุผลตามที่มุ่งหมายไว้) มากยิ่งขึ้น
และสุดท้ายต้องรู้จักที่จะเอาหน้าไปรับความผิดที่ทีมงานก่อนขึ้น แบบโบราณเรียกว่า “รับหน้า” ไม่ใช่ “หลบหน้า” แต่การรับผิดแทนลูกน้องก็ไม่ได้! หมายความว่า ปลอยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นโดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน
3. ตัดสินใจโดยไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่นหรือตัดสินใจโดยปราศจากคำอธิบายใด ๆ พูดง่าย ๆ คือการบริหารงานแบบขาดการมีส่วนร่วม ทุกอย่าง “ข้า” เป็นใหญ่ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการตัดสินใจโดยมีส่วนร่วมเป็นไปได้ยาก เช่นการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อพนักงาน เป็นต้น แต่หัวหน้าแบบนี้ก็จะไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรที่ชัดเจนในภายหลังถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนั้น จึงทำให้ลูกน้องยังคงเคลือบแคลงกับแนวทางการตัดสินใจดังกล่าว
4. พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักจะเชื่อว่าตนเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนัก ยิ่งลูกน้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันมานาน ก็มักจะรู้จักนิสัยของห้วหน้าว่าพูดจาพาทีอย่างไร ทำให้หัวหน้างานมักไม่ระวังคำพูดจนบางครั้งก็มักได้ยินคำที่ไม่สุภาพหรือภาษาสมัยพ่อขุนฯผุดขึ้นมาระหว่างการทำงานอยู่เนื่อง ๆ ซึ่งหัวหน้าหลายคนมักเข้าใจไปเองว่าลูกน้องรับได้ แต่แท้ที่จริงแล้วผมกลับพบว่า ลูกน้องส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพียงแต่พวกเขา “ไม่อยากพูด” เท่านั้น !
5. ตำหนิลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่บรรดาลูกน้องทั้งหลายอึดอัดใจอยู่มิใช่น้อย เพราะหัวหน้างานส่วนใหญ่มักไม่รู้วิธีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน หัวหน้าที่ดีควรต้องเรียนรู้ที่จะมองหาสิ่งที่ลูกน้องทำได้ดีและชมเชยลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ บ้าง ในทางกลับกันก็ต้องเรียนรู้ที่จะระงับสติอารมณ์ที่จะ “รับประทาน” (ด่า) ลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ เช่นกัน เอาแบบโบราณว่า “ติในที่ลับ ชมในที่แจ้ง” ไม่ใช่ “ติในที่แจ้ง แล้วชมในที่ลับ” แบบนี้มันกลับตาลปัตร ไป
ทั้ง 5 ข้อนี้ ฟังดูแล้วคุ้น ๆ ไหม ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองดูซิว่าทำไปได้แล้วกี่ข้อ ผมรับประกันได้ว่า ถ้าคุณทำครบทั้ง 5 นี้ รับรองคุณจะประสบความสำเร็จในการทำให้ลูกน้อง “จากไป” แน่นอน !
จึงอยากฝากไว้ให้คิด